E-commerce มีอะไรบ้าง? รวมประเภทและช่องทางการค้าออนไลน์พร้อมตัวอย่างในไทย
ในบทความก่อนหน้าได้อธิบายถึงความหมายของ E-commerce กันไปแล้ว และมีการพูดถึงประเภทของ E-commerce ว่ามีอะไรบ้าง ซึ่งรูปแบบของอีคอมเมิร์ซสามารถแบ่งได้ตามลักษณะโมเดลธุรกิจทั้งหมด 4 แบบด้วยกัน ได้แก่ B2B, B2C, C2C และ C2B ที่มีผู้ซื้อและผู้ขายแตกต่างกัน
นอกจากนี้ ธุรกิจขายของออนไลน์ในไทยยังขายผ่านช่องทางที่หลากหลาย ทั้ง Marketplace, Social Commerce และเว็บไซต์ของตัวเอง บทความนี้จะพาทุกคนไปทำความรู้จักทั้งหมด พร้อมยกตัวอย่าง เพื่อช่วยให้เลือกช่องทางที่เหมาะสมกับธุรกิจได้ง่ายขึ้น

E-Commerce มีอะไรบ้าง แบ่งตามโมเดลธุรกิจได้กี่ประเภท
E-commerce แบ่งตามโมเดลธุรกิจได้เป็น 4 ประเภทหลัก แยกตามใครเป็นผู้ซื้อและใครเป็นผู้ขาย ดังนี้
ผู้ขาย | ผู้ซื้อ | ลักษณะการซื้อขาย | ตัวอย่างสินค้า/บริการ | |
B2B (Business to Business) | ธุรกิจ/โรงงาน | ธุรกิจ/องค์กร | ซื้อสินค้าล็อตใหญ่ มูลค่าสั่งซื้อสูง และมีขั้นตอนอนุมัติซับซ้อน | วัตถุดิบ, บรรจุภัณฑ์, เครื่องจักร, ซอฟต์แวร์ |
B2C (Business to Consumer) | ธุรกิจ/ร้านค้า | คนทั่วไป | ร้านค้าขายตรงกับลูกค้า ซื้อง่าย ขายไว | อาหาร, เสื้อผ้า, ของใช้ในบ้าน |
C2C (Consumer to Consumer) | ผู้บริโภค | ผู้บริโภค | เปิดแผงขายของกันเอง หรือโพสต์ขายตามกลุ่มเฟซบุ๊ก | ของสะสม, ของมือสอง, พระเครื่อง |
C2B (Consumer to Business) | ผู้บริโภค | ธุรกิจ/องค์กร | ผู้บริโภคนำสินค้า/บริการ หรือทักษะเสนอขายแก่ธุรกิจ | ภาพถ่ายสต็อก (Stock), ฟรีแลนซ์รับงานออกแบบ |
อยากขายของออนไลน์ มีแพลตฟอร์ม E-Commerce ในไทยอันไหนบ้าง
การเลือกช่องทางการขายให้เหมาะกับพฤติกรรมผู้ซื้อและประเภทของสินค้า ถือเป็นการเริ่มต้นได้ดีไปกว่าครึ่ง ซึ่งในประเทศไทยจะมีแพลตฟอร์ม E-Commerce อะไรบ้าง ไปดูกันเลย
Marketplace
ตลาดกลางออนไลน์ที่มีร้านค้าและผู้ซื้อจำนวนมากในแพลตฟอร์มเดียว ตัวอย่างเช่น
- Shopee แพลตฟอร์มอันดับต้น ๆ ของไทย มีฐานผู้ซื้อขนาดใหญ่ ดึงดูดลูกค้าด้วยส่วนลด โค้ดส่งฟรี และระบบผ่อนชำระ (S-Pay Later)
- Lazada ตลาดออนไลน์ขนาดใหญ่ที่โดดเด่นในกลุ่มสินค้าไอที และสินค้าจาก LazMall ที่เน้นความน่าเชื่อถือ
Social Commerce
ช่องทางการขายสินค้าบนโซเชียลมีเดีย ลูกค้าสามารถสอบถามรายละเอียดและปิดการขายผ่านแชตได้
- LINE Shopping / LINE OA แพลตฟอร์มที่ร้านค้าไทยนิยมใช้สำหรับสร้างฐานลูกค้าประจำ สามารถสร้างบรอดแคสต์โปรโมชัน ติดตามออเดอร์ และสะสมแต้มได้ในแอปฯ เดียว
- Facebook Page / Facebook Marketplace ช่องทางโพสต์สินค้า ยิงโฆษณา และดึงลูกค้าเข้ามาปิดการขายใน Messenger
- TikTok Shop แพลตฟอร์มสไตล์ Shoppertainment ปิดการขายผ่านวิดีโอสั้นและไลฟ์สด
- Instagram เน้นสินค้าที่ต้องถ่ายภาพสวย ๆ เช่น เสื้อผ้า เครื่องประดับ และเครื่องสำอาง สามารถเชื่อมลิงก์ไปยังหน้าร้านออนไลน์ได้ทันที
เว็บไซต์อีคอมเมิร์ซ
สร้างเว็บไซต์ E-Commerce ของตัวเองผ่านแพลตฟอร์มสำเร็จรูป ตัวอย่างเช่น
- WooCommerce (WordPress) เป็นปลั๊กอินสร้างเว็บอีคอมเมิร์ซยอดฮิต สามารถปรับแต่งหน้าตาเว็บได้อิสระ และรองรับการทำ SEO ในระยะยาว
- Shopify แพลตฟอร์มทำเว็บสำเร็จรูประดับโลก ใช้งานง่าย มีเทมเพลตให้เลือกเยอะ และมีระบบหลังบ้านที่เสถียร เหมาะกับแบรนด์ที่ขยายฐานไปต่างประเทศ

Marketplace vs Social Commerce vs เว็บไซต์ตัวเอง ต่างกันยังไง
ทั้ง 3 ช่องทางเป็นแพลตฟอร์ม E-Commerce สำหรับขายสินค้า/บริการออนไลน์เหมือนกัน แต่ก็มีจุดเด่นและข้อจำกัดที่แตกต่างกัน ดังนี้
Marketplace | Social Commerce | เว็บไซต์อีคอมเมิร์ซ | |
ความใกล้ชิดกับลูกค้า | เน้นสอบถามเกี่ยวกับสินค้าหรือจัดส่งพัสดุ | พูดคุยตอบโต้กับลูกค้าได้ทันที ซื้อซ้ำได้ง่าย | สามารถสร้างระบบสมาชิก สะสมคะแนน หรือข้อเสนอพิเศษเฉพาะบุคคลได้ |
พฤติกรรมลูกค้า | ค้นหาเอง กดซื้อเอง ตัดสินใจไว | เน้นแชตพูดคุยกับพ่อค้าแม่ค้าก่อนโอนเงิน | เลือกดูสินค้า กดลงตะกร้า และชำระเงินตามระบบของแพลตฟอร์ม |
การแข่งขัน | สูงมาก ร้านคู่แข่งกดราคาเพื่อแย่งลูกค้า | แข่งกันที่คอนเทนต์และความใส่ใจในแชต | ไม่มีร้านอื่นมาแข่งในหน้าเว็บ แต่ต้องแข่งกับเว็บอื่นด้วย SEO |
ค่าธรรมเนียม & ค่า GP | เสียค่าธรรมเนียม เช่น หัก GP หรือค่าธุรกรรม | จ่ายเฉพาะตอนยิงโฆษณา | ไม่มีค่า GP ต่อออเดอร์ |
ธุรกิจส่วนใหญ่มักใช้หลากหลายช่องทางพร้อมกัน เช่น เปิดร้านค้าบน Marketplace เพื่อเข้าถึงกลุ่มลูกค้าใหม่ ทำ Social Commerce เพื่อสร้างสัมพันธ์กับลูกค้าประจำ และมีเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซของตัวเอง เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือในระยะยาว
อยากเริ่มขายออนไลน์ ควรเลือกช่องทางไหนดี
การเลือกช่องทางที่เหมาะสม ควรพิจารณาจากประเภทของสินค้าที่ขาย และพฤติกรรมของลูกค้าเป็นหลัก
- สินค้าที่ลูกค้าตัดสินใจซื้อเร็ว เช่น เสื้อผ้า ของใช้ส่วนตัว อุปกรณ์ไอทีพกพา เหมาะกับ Marketplace เพราะลูกค้าสามารถเทียบราคาและตัดสินใจซื้อได้เลยทันที
- สินค้าที่ต้องอธิบายรายละเอียดเพิ่มเติม เช่น เครื่องประดับสั่งทำ ต้องพูดคุยรายละเอียดกับลูกค้าก่อนผลิต จึงเหมาะกับช่องทาง Social Commerce ที่สุด
- สินค้าพรีเมียม เช่น เครื่องจักร วัตถุดิบโรงงาน หรือสินค้าแบรนด์ตัวเอง เหมาะแก่การทำเว็บไซต์ E-Commerce เพราะช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือและเก็บข้อมูลลูกค้าได้อย่างเต็มที่
สรุป
ช่องทาง E-Commerce ในปัจจุบันไม่ได้มีแค่ทางเลือกเดียวอีกต่อไป ทำให้แต่ละธุรกิจเลือกใช้ได้ตามเป้าหมาย ประเภทสินค้า และพฤติกรรมของกลุ่มเป้าหมาย ไม่ว่าจะเพิ่งเริ่มเปิดร้านหรือมองหาช่องทางใหม่มาเสริม สามารถเลือกประเภทที่เหมาะกับธุรกิจแล้วลงมือทำได้เลย
หากกำลังมองหาผู้เชี่ยวชาญรับทําเว็บไซต์ E-Commerce ที่เข้าใจธุรกิจแต่ละแบบจริง ๆ ทีมงาน Smooth Ad พร้อมช่วยวางแผนกลยุทธ์ให้ตรงกลุ่มเป้าหมาย ช่วยให้เริ่มต้นขายของออนไลน์ได้ง่ายขึ้นโดยไม่ต้องลองผิดลองถูกเอง
คำถามพบบ่อยเกี่ยวกับการทำ E-Commerce (FAQ)
ธุรกิจสามารถทำ E-Commerce หลายโมเดลพร้อมกันได้ไหม?
ได้ เพราะหลายธุรกิจก็ทำแบบนี้อยู่แล้ว เช่น โรงงานผลิตเสื้อผ้าขายส่งให้กับร้านค้า (B2B) ก็เปิดหน้าร้านออนไลน์ขายตรงกับผู้บริโภคด้วย (B2C) เป็นการกระจายความเสี่ยงและเพิ่มช่องทางรายได้ให้กับธุรกิจ
เพิ่งเริ่มทำธุรกิจ ควรเปิดขายบน E-Commerce กี่ช่องทาง?
เริ่มจาก 1-2 ช่องทางก่อน เพราะแต่ละช่องทางต้องใช้เวลาดูแลสต็อก ตอบแชต อัปเดตราคา/โปรโมชัน และระบบหลังบ้าน เมื่อจัดการช่องทางแรกลงตัวหรือขยายทีมทำงาน ก็ค่อย ๆ เพิ่มทีละช่องทาง
ต้องจดทะเบียนธุรกิจก่อนขาย E-Commerce ไหม?
ต้องจดทะเบียนพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ภายใน 30 วัน นับตั้งแต่วันที่เริ่มขาย ไม่ว่าจะมีรายได้มากหรือน้อยก็ตาม ตาม พ.ร.บ. ทะเบียนพาณิชย์ พ.ศ. 2499 และประกาศกระทรวงพาณิชย์
อ้างอิง
กรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) กระทรวงพาณิชย์. (ม.ป.ป.). คู่มือเปิดร้านค้าออนไลน์ Easy Online Shop. https://www.dbd.go.th/data-storage/attachment/54da48c8471e7fa220c10894f.pdf
